>>ปล่อยให้ฟันผุจนปวดฟันอาจแปลว่ามันสายเกินไป

ปล่อยให้ ‘ฟันผุ’ จน ‘ปวดฟัน’ แปลว่ามันอาจสายเกินไป

ฟันผุแค่ไหนแล้ว? ระยะและอาการของโรคฟันผุ

โรคฟันผุนั้น เริ่มต้นจากผุเล็ก ๆ น้อย ๆ ไปจนผุหนักมาก ถ้าไม่ดูแลรักษา
หลายคนเข้าใจว่า ต้องปวดฟันก่อน ถึงจะแปลว่าฟันผุ
แต่ รู้ .. หมือ .. ไร่ ว่า ฟันผุระยะเริ่มต้นนั้นจะยังไม่มีอาการ
ซึ่งถ้าเรารอให้ฟันผุจนปวดฟัน ก็อาจแปลว่ามันสายเกินไปแล้ว !

นี่เราฟันผุอยู่รึเปล่า?

โรคฟันผุ แบ่งตามระยะของการผุได้เป็น 4 ระยะ ดังนี้

ฟันผุระยะที่ 1 ‘ผุไม่รู้ตัว’ ผิวเคลือบฟัน (enamel) เริ่มถูกกรดที่ผลิตโดยเชื้อจุลินทรีย์ในช่องปากทำลาย
เคลือบฟันจากที่เคยขาวใส บริเวณที่ถูกกรดกัดก็เริ่มกลายเป็นสีขาวขุ่น ระยะนี้จะยังไม่มีอาการที่สังเกตได้ง่าย หลายคนจึงฟันผุไม่รู้ตัว

ระยะนี้ถ้าแปรงฟันให้สะอาด ร่วมกับการได้รับฟลูออไรด์ (ความเข้มข้นสูง) เพื่อช่วยซ่อมแซมผิวเคลือบฟันที่ถูกทำลาย ก็จะสามารถหายได้เอง


ฟันผุระยะที่ 2 ‘ผุจนเริ่มเสียว’ เมื่อเคลือบฟันถูกกรดทำลายมากขึ้นก็จะอ่อนแอลงจนแตกกะเทาะออกมา เกิดเป็นรูฟันผุ รูนี้จะเป็นที่อยู่ชั้นดีของทั้งเศษอาหารและเชื้อจุลินทรีย์ ซึ่งจะปล่อยกรดออกมาทำลายโครงสร้างรอบ ๆ ทำให้รูฟันผุลุกลามกว้างขึ้น และลึกเข้าสู่ชั้นเนื้อฟัน (dentin) ซึ่งเป็นชั้นที่มีชีวิตและความรู้สึก

เราจึงเริ่มรู้สึกเสียว/ปวดฟันเวลาที่มีความร้อน/ความเย็น/ความหวานมากระตุ้น (เช่น เสียวฟันเวลาดื่มน้ำเย็น) ความรู้สึกเสียว/ปวดนี้จะหายไปอย่างรวดเร็วหลังจากที่เอาสิ่งกระตุ้น (ความร้อน/ความเย็น/ความหวาน) ออกไป เนื่องจากชั้นเนื้อฟันมีความแข็งแรงและทนทานต่อกรดได้น้อยกว่าเคลือบฟัน ฟันผุในระยะนี้จึงลุกลามได้รวดเร็วมาก

เนื่องจากฟันผุในระยะนี้มีการสูญเสียโครงสร้างของฟันไปแล้ว (เกิดเป็นรูฟันผุ) การรักษาจึงจำเป็นต้องอุดฟันเพื่อทดแทนโครงสร้างฟันที่สูญเสียไป


ฟันผุระยะที่ 3 ‘เริ่มปวดจริงจัง’ รูฟันผุจะลุกลามใหญ่โตมากขึ้น ๆ จนถึงโพรงประสาทฟัน (dental pulp) ซึ่งเป็นที่อยู่ของประสาทรับความรู้สึกและเนื้อเยื่อโพรงฟัน เชื้อโรคจะทะลุผ่านเข้าไปถึงโพรงประสาทฟันและทำให้เนื้อเยื่อโพรงฟันอักเสบ ทำให้ปวดฟัน (เกือบ) ตลอดเวลา รวมถึงปวดแม้ไม่มีสิ่งมากระตุ้นด้วย (ซึ่งแตกต่างจากระยะที่ 2)

เนื่องจากในระยะนี้โพรงประสาทฟันได้รับอันตรายจากเชื้อโรคและเกิดการอักเสบชนิดที่ไม่สามารถหายขาดได้อีกแล้ว ฟันผุในระยะนี้จึงจำเป็นต้องรักษารากฟัน (RCT) ซึ่งเป็นการกำจัดเนื้อเยื่อโพรงฟันออกไป และทำความสะอาดคลองรากฟันให้สะอาด ปราศจากเชื้อโรค แล้วจึงอุดคลองรากฟันและตัวฟันเพื่อทดแทนส่วนของฟันที่สูญเสียไปอีกที (ส่วนใหญ่มักทดแทนตัวฟันที่หายไปด้วยการทำครอบฟัน)

ทั้งนี้ ในทางทันตกรรม ฟันที่ผ่านการรักษารากฟันจะถือว่าเป็นฟันที่ตายแล้ว เพราะเนื้อเยื่อโพรงฟันได้ถูกกำจัดออกไปแล้ว ฟันซี่นี้จึงไม่มีชีวิตอีกต่อไป เหลือแต่ร่าง (ก็คือโครงฟัน) เอาไว้ทำหน้าที่บดเคี้ยวอาหาร (น่าฉงฉาน!)


ฟันผุระยะที่ 4 ‘ปวดหนักมาก!’ การอักเสบเรื้อรังของเนื้อเยื่อโพรงฟันจากระยะ 3 หากไม่ได้รับการรักษา ก็จะลุกลามต่อไปจนทะลุผ่านรูเปิดที่ปลายรากฟันไปยังอวัยวะรอบฟัน (กระดูกเบ้าฟัน และเนื้อเยื่อปริทันต์อื่น ๆ) ส่งผลให้เกิดการอักเสบ/บวม/หนองเป็นวงกว้าง ฟันอาจโยก และอาจพบตุ่มหนอง รวมถึงรูเปิดที่มีหนองไหลออกมาร่วมด้วย

การรักษาในระยะนี้จะมีความยุ่งยากซับซ้อน เสียค่าใช้จ่าย เวลา และเจ็บปวดมาก อีกทั้งอัตราความสำเร็จของการเก็บฟันซี่นั้นไว้ในระยะยาวก็ยังลดน้อยลงมากมาย เมื่อเทียบกับการรักษาฟันผุในระยะก่อนหน้า

รู้อย่างนี้แล้ว ก็อย่าลืมแปรงฟันแห้งด้วยยาสีฟันผสมฟลูออไรด์อย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง ร่วมกับการใช้ไหมขัดฟันอย่างน้อยวันละ 1 ครั้ง รวมถึงหมั่นไปพบทันตแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพช่องปากอย่างน้อยทุก 6 เดือนกันนะ หากเจอฟันผุ ทันตแพทย์จะได้รีบรักษาให้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ซึ่งจะทำได้ง่าย เสียค่าใช้จ่ายและเวลาน้อย ที่สำคัญ ยังเจ็บตัวน้อยกว่าด้วย

Comments

comments

2018-07-19T10:59:07+00:00กรกฎาคม 20th, 2018|Categories: ฟันทิพย์|Tags: , , |