พระราชาแห่งทันตกรรม

พระราชาแห่งทันตกรรม

ความห่วงใยในความเป็นอยู่ของประชาชนทุก ๆ ด้านของในหลวงรัชกาลที่ 9 นั้น ได้แผ่ไพศาลมาถึงสุขภาพช่องปากของประชาชนด้วย # ฟันดีดี จึงขออนุญาตเรียบเรียงส่วนหนึ่งของเรื่องราวที่แสนอบอุ่นหัวใจของพระองค์เกี่ยวกับสุขภาพช่องปากมาให้ทุกท่านระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ร่วมกัน

หน่วยทันตกรรมพระราชทาน

หน่วยทันตกรรมพระราชทาน ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ด้วยพระเมตตาที่มุ่งหวังจะให้ประชาชนโดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกล ได้มีโอกาสเข้าถึงบริการรักษาทางทันตกรรม “หน่วยทันตกรรมพระราชทาน ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” จึงเกิดขึ้นใน พ.ศ.2513 โดยพระองค์พระราชทานให้เป็นหน่วยทันตกรรมเคลื่อนที่ไปสู่ประชาชน เพื่อออกบริการรักษาประชาชนผู้ยากไร้ในท้องถิ่นทุรกันดาร

หน่วยทันตกรรมพระราชทานนี้นับเป็นหน่วยทันตกรรมเคลื่อนที่หน่วยแรกของประเทศไทยและยังเป็นหน่วยทันตกรรมที่ใหญ่ที่สุดในโลก จากเริ่มแรกที่ให้บริการได้ครั้งล่ะ 50-60 คนต่อวันและเน้นที่การตรวจฟัน ถอนฟัน ให้ความรู้ทันตสุขศึกษากับประชาชน ปัจจุบันได้พัฒนาการขยายบริการได้ 1,200-1,500 รายต่อวัน และสามารถให้การรักษาทางทันตกรรมเฉพาะทาง อาทิเช่น การผ่าฟันคุด การรักษารากฟัน รวมถึงการใส่ฟันเทียมเทียบเท่ากับโรงพยาบาลขนาดใหญ่

โครงการฟันเทียมพระราชทาน เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

โครงการฟันเทียมพระราชทาน

เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ด้วยแรงบันดาลใจจากกระแสพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ว่า “เวลาไม่มีฟันกินอะไรก็ไม่อร่อย ทำให้ไม่มีความสุข จิตใจก็ไม่สบาย ร่างกายก็ไม่แข็งแรง”

วิชาชีพทันตกรรมในกระทรวงสาธารณสุข โดยกรมอนามัย และสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข คณะทันตแพทยศาสตร์ทุกมหาวิทยาลัย สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน จึงได้น้อมนำ กระแสพระราชดำรัสนี้มาสานต่อเป็น “โครงการฟันเทียมพระราชทาน เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” ตั้งแต่ปี 2548 เป็นต้นมา ต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน รวมทั้งร่วมเฉลิมพระเกียรติฯ ในโอกาสสำคัญยิ่ง เช่น เนื่องในโอกาสฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี, โอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๘๐ พรรษา ๕ ธันวาคม ๒๕๕๐, โอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๘๔ พรรษา ๕ ธันวาคม ๒๕๕๔ และในโอกาส ๗๐ ปีครองราชย์ โครงการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อแก้ปัญหาการสูญเสียฟัน ให้ผู้สูงอายุเข้าถึงบริการใส่ฟันเทียมมากขึ้น เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยให้ความสำคัญกับการใส่ฟันทั้งปากเป็นลำดับแรก

ต่อมาโครงการนี้ได้พัฒนาเป็น “โครงการฟันเทียมพระราชทาน และการส่งเสริมสุขภาพช่องปากผู้สูงอายุ” พัฒนาชมรมผู้สูงอายุด้านการส่งเสริมสุขภาพช่องปาก และบริการส่งเสริมป้องกันในระดับตำบล เพื่อลดการสูญเสียฟัน เมื่อสิ้นสุดปีงบประมาณ 2560 ที่ผ่านมา มีผู้ได้รับบริการใส่ฟันเทียมเพิ่มขึ้นจากเดิม ปีละ 4,000 ราย เพิ่มขึ้นเป็นปีละกว่า 45,000 ราย และจากการร่วมแรงร่วมใจดำเนินโครงการมาตลอด 12 ปี มีผู้เข้ารับการใส่ฟันเทียมทั้งปาก จำนวนกว่า 530,000 ราย มีชมรมผู้สูงอายุด้านการส่งเสริมสุขภาพช่องปากรวม 5,800 ชมรม สมาชิกประมาณ 1 ล้าน 4 แสนคนได้รับการดูแลอนามัยช่องปาก และร้อยละ 70 ของหน่วยบริการปฐมภูมิมีบริการส่งเสริมป้องกันแก่ผู้สูงอายุในหน่วยบริการระดับตำบล

รากฟันเทียม เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (ข้าวอร่อย)

“ข้าวอร่อย” เป็นชื่อของรากฟันเทียมที่พัฒนาจากฝีมือของคนไทย โดยกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ร่วมกับมูลนิธิทันตนวัตกรรมในพระบรมราชูปถัมภ์ ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงมีพระราชดำรัสที่เกี่ยวกับรากฟันเทียมตอนหนึ่งว่า “รากฟันเทียมนี้ดีจริง ๆ ดีกว่าฟันจริงเสียอีก 30 บาทรักษาได้หรือไม่ คนจนจะได้มีโอกาสใส่รากฟันเทียมบ้าง”

เนื่องจากที่ผ่านมารากฟันเทียมที่ใช้อยู่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ทำให้ค่าใช้จ่ายในการทำรากฟันเทียมสูงมาก รากฟันเทียม หรือ “ข้าวอร่อย” ที่พัฒนาและผลิตในประเทศไทยนั้น ทำมาจากไททาเนียม ตามมาตรฐานสากล ผ่านการทดสอบความปลอดภัย และการทดสอบทางคลินิก ผลิตขึ้นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเคี้ยวอาหารสำหรับผู้สูงอายุที่มีปัญหาจากการใส่ฟันเทียมทั้งปาก โดยเฉพาะการใส่ฟันเทียมชิ้นล่าง ที่มักจะหลวม เนื่องจากสภาพของกระดูกขากรรไกรที่รองรับฟันเทียม

กระทรวงสาธารณสุข โดยกรมการแพทย์ และสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข คณะทันตแพทยศาสตร์ทุกมหาวิทยาลัย ได้ร่วมกันจัดบริการฝังรากเทียมให้กับผู้สูงอายุที่ใส่ฟันทั้งปากคนละ 2 ตัว เพิ่มประสิทธิภาพการเคี้ยวอาหาร ใน “โครงการรากฟันเทียม เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระเกียรติพระชนมพรรษา 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 และโอกาสมหามงคลเฉลิมพระเกียรติพระชนมพรรษา 84 พรรษา 5 ธันวาคม 2554 และที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่อรากฟันเทียมนี้ว่า ข้าวอร่อย เพราะจะช่วยให้ผู้สูงอายุรับประทานอาหารได้อร่อยยิ่งขึ้นนั่นเอง

เจลลี่โภชนา และวุ้นชุ่มปาก

“การศึกษาและการวิจัยเป็นเรื่องสำคัญ ทันตแพทย์ควรมีหลากหลาย ไม่ใช่สนใจรักษาแต่อย่างเดียว แต่ต้องสนใจงานวิจัย รวมทั้งงานประดิษฐ์คิดค้นวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ” จากกระแสพระราชดำรัสดังกล่าว มูลนิธิทันตนวัตกรรม ในพระบรมราชูปถัมภ์ หน่วยทันตกรรมพระราชทาน ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้จัดตั้งเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2552 เพื่อดำเนินการตามพระราชกระแส ให้พสกนิกรมีสุขภาพในช่องปากดี ทำให้สุขภาพและคุณภาพชีวิตโดยรวมดีขึ้น โดยสร้างสรรค์นวัตกรรมผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับงานด้านทันตกรรมอย่างมีคุณภาพ ตามมาตรฐานสากล และนำนวัตกรรมมาผลิตต่อยอดเพื่อสร้างโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงนวัตกรรมที่ผลิตในประเทศ

“เจลลี่โภชนา” เป็นนวัตกรรมอาหารที่ผลิตภายใต้มูลนิธิทันตนวัตกรรม ในพระบรมราชูปถัมภ์ ศึกษา วิจัย พัฒนาต้นแบบโดยอาจารย์ซึ่งเป็นผู้ที่ได้รับพระราชทานทุนอานันทมหิดลแผนกทันตแพทยศาสตร์ เพื่อช่วยส่งเสริมสุขภาพและคุณภาพชีวิตด้านโภชนาการ สำหรับผู้ป่วยด้วยมะเร็งศีรษะและลำคอ โดยเฉพาะมะเร็งช่องปาก ซึ่งมีปัญหาการกินอาหารทั้งก่อน ระหว่าง และหลังการรักษา ผู้ป่วยที่ต้องให้อาหารทางสายยาง ผู้ที่มีปัญหาเรื่องการกลืน ผู้สูงอายุการได้รับอาหารทางสายจากการรักษาในช่องปาก เช่น มะเร็งช่องปาก หรือการผ่าตัดภายในช่องปากที่ทำให้รับประทานอาหารได้ลำบาก

เจลลี่โภชนาเป็นอาหารสำเร็จรูป รับประทานได้ทันที มีลักษณะกึ่งแข็งกึ่งเหลวหรือเจลลี่ ทำให้เคี้ยวและกลืนได้ง่าย ไม่ต้องพึ่งพาการให้อาหารทางสายยาง ซึ่งได้ผ่านกระบวนการพัฒนาต้นแบบ การทดสอบในห้องปฏิบัติการ การทดสอบทางคลินิก และผลิต เผยแพร่สู่ผู้รับบริการใน โครงการอาหารพระราชทานสำหรับผู้ป่วยมะเร็งช่องปาก ปัจจุบันได้ผ่านการรับรองตามมาตรฐานสากล ISO 22000

“วุ้นชุ่มปาก” หรือน้ำลายเทียม เป็นนวัตกรรมอาหารที่ผลิตภายใต้มูลนิธิทันตนวัตกรรม ในพระบรมราชูปถัมภ์ ศึกษา วิจัย พัฒนาต้นแบบโดยอาจารย์ซึ่งเป็นผู้ที่ได้รับพระราชทานทุนอานันทมหิดลแผนกทันตแพทยศาสตร์เช่นเดียวกัน เพื่อช่วยให้ความชุ่มชื้นและหล่อลื่นเนื้อเยื่อในช่องปาก สำหรับผู้ที่มีภาวะปากแห้ง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุหรือผู้ที่กินยารักษาโรคทางระบบต่อเนื่องมาเป็นเวลานานหรือผู้ที่ได้รับรังสีรักษาบริเวณใบหน้าและลำคอ ส่งผลให้เกิดแผลแสบร้อนในปากง่าย การรับรสเปลี่ยนไป เสี่ยงต่อการเกิดฟันผุและเหงือกอักเสบ “วุ้นชุ่มปาก” หรือน้ำลายเทียม ลักษณะเป็นวุ้นใสเหมือนเจล มีคุณสมบัติใกล้เคียงกับน้ำลายธรรมชาติ สามารถบรรเทาอาการปากแห้ง ทำให้พูด เคี้ยว กลืนได้สะดวก ซึ่งได้ผ่านกระบวนการพัฒนาต้นแบบ การทดสอบในห้องปฏิบัติการ การทดสอบทางคลินิก และผลิต เผยแพร่สู่ผู้ที่มีภาวะปากแห้งจากสาเหตุต่าง ๆ ปัจจุบันได้ผ่านการรับรองตามมาตรฐานสากล ISO 22000